การจัดทำประมวลสาระงานวิจัย

 

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

1. ชื่อเรื่อง

ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

2. ความสำคัญ

ความคิดสร้างสรรค์, เด็กปฐมวัย, กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์, การวาดรูประบายสี, เทคนิคการวาดรูประบายสี

3. ปีที่ทำการวิจัย   2562

4. ผู้วิจัย   อัมรัตน์   ตั้งพิทักษ์ไพบูลย์

วัน เดือน ปี เกิด 04 พฤศจิกายน 2533

สถานที่เกิด กรุงเทพมหานครฯ

ที่อยู่ปัจจุบัน 937/9-10 ซอย ลาดพร้าว 87 แขวง คลองจั่น เขต บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

5. ที่ปรึกษางานวิจัย อาจารย์ ดร. ชัญญา ลี้ศัตรูพ่าย

6. สถาบัน/หน่วยงาน   บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

7. สาขาวิจัย   การศึกษาปฐมวัย

 

ส่วนที่ 2 สรุปผลงานวิจัย

8. ภูมิหลัง/ความเป็นมาและสภาพปัญหา

หากกล่าวถึงเด็กปฐมวัยแล้ว ในทัศนะของผู้คนโดยทั่วไปมักคิดว่าเป็นวัยที่ดูแลได้ยากอีกวัยหนึ่ง โดยเฉพาะทัศนะของพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่มักคิดว่าเป็นวัยแห่งปัญหา น่ารำคาญ งอแง เลี้ยงยาก และดื้อซน (Hurlock, 1980, อ้างถึงใน ประณต เค้าฉิม, 2549) แต่แท้จริงแล้วเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างมากในหลายด้าน ได้แก่ พัฒนาการทางร่างกายที่เปลี่ยนไปจากวัยทารก ทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก กระดูก กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ที่กำลังพัฒนา ทำให้เด็กปฐมวัยสามารถช่วยเหลือตนเองและทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น จึงต้องการพื้นที่ในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมโดยรอบเพิ่มขึ้น รวมถึงพัฒนาการทางอารมณ์ที่มีอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นและหลากหลายไปจากเดิม พัฒนาการทางสังคมที่เกิดจากการเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง สมาชิกในครอบครัว และเพื่อนเล่น มีการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางแต่ขณะเดียวกันก็เรียนรู้การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น หรือเลียนแบบบทบาทต่าง ๆ ของผู้ใหญ่ตามที่ตนเองได้พบเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางสติปัญญาที่มีการเจริญงอกงามสูงสุดในช่วง 6 ปี แรกของชีวิต (Torrance, 1962) เช่น กระบวนการคิดด้านภาษา ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านเหตุผล ด้านคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ ด้านดนตรี ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวร่างกาย (H Gardner, 1999 a; H. Gardner, 1999 b; วนิษา เรซ, 2552; ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2556) รวมถึงการรู้คิดจากข้อมูลเดิมและประสบการณ์ใหม่ที่จะสร้างดุลยภาพทางความคิด เพื่อก่อเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ (Piaget, 1963, อ้างถึงใน Green และ Piel, 2002; ประณต เค้า ฉิม, 2549; สิทธิพงศ์ วัฒนานนท์สกุล, 2561) อันจะส่งผลต่อตัวบุคคลทั้งทางบวกและทางลบในด้านต่างๆ ทั้งพฤติกรรม ความคิด การใช้ชีวิต การแก้ไขปัญหาและการเรียนรู้ (ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2556) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของบุคลิกภาพและรากฐานของชีวิตต่อไป

ความคิดสร้างสรรค์หรือ Creative Thinking เป็นคำที่หลายคนอาจคุ้นเคยและพบเห็นได้โดยทั่วไป และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับเด็กปฐมวัย เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์นั้นมีความเกี่ยวข้องกันกับพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่จะเสริมความคิดแบบอเนกนัย (Divergent Thinking) คือ ความคิดหลายทิศทางให้แก่เด็ก ซึ่งจะกล่าวถึงในบทต่อไป รวมทั้งการมีความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้เกิดแรงผลักดันแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานก่อให้เกิดความอุตสาหะและพากเพียรในการทำชิ้นงานให้สำเร็จ ส่งผลต่อความสุข ความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเองจากความสำเร็จที่ได้รับ (อารี พันธ์มณี, 2557) ซึ่งนักวิชาการ นักจิตวิทยา นักการศึกษา และนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ได้ให้คำจำกัดความของความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองของมนุษย์ในการคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่อาจไม่เคยมีใครคิดหรือค้นพบมาก่อน ได้แก่ การค้นพบทฤษฎี วิธีแก้ปัญหา หรือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ (ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562; อารี พันธ์มณี, 2557) และเป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงความรู้หรือประสบการณ์เดิมเข้ากับความคิดใหม่ ก่อให้เกิดผลงานในรูปแบบอื่น เช่น ศิลปะ วรรณคดีต่าง ๆ โดยความคิดสร้างสรรค์นั้นต้องอาศัยปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น การมีความคิดริเริ่มความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดละเอียดลออ จินตนาการ ร่วมกับความเพียรพยายาม มุมานะและความอุตสาหะ (Guilford, 1996, อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2557) เพื่อให้เกิดผลงานที่จะช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการแพทย์การศึกษา ทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ด้านศิลปะ และการเมืองการปกครอง ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อตัวผู้สร้างผลงานเอง คือ ช่วยคลายความกังวล ลดภาวะตึงเครียดทางอารมณ์ สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเมื่อบุคคลสามารถผลิตผลงานได้เป็นผลสำเร็จก็จะเกิดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในตนเองได้อีกด้วย (อารี รังสินันท์, 2532)

แม้ว่าความคิดสร้างสรรค์จะเป็นความสามารถที่ทุกคนมีติดตัวมาแต่กำเนิด แต่การจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝน เสริมสร้างและสนับสนุนตั้งแต่เยาว์วัยและอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กก่อนวัยเรียนหรือเด็กปฐมวัย (Torrance,1959 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2557) ซึ่งการเสริมสร้างพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์นั้นต้องควบคู่กันกับพัฒนาการทางร่างกายและพัฒนาการทางสติปัญญาตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและฝึกฝนที่เหมาะสม (Piaget, 1964; Shahsavari, 2012; Vygotsky,1994) ดังเช่น เด็กอายุ 4-6 ปีที่อยู่วัยช่างซักถาม มีความอยากรู้อยากเห็นและสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว เริ่มมีความคิดและความมั่นใจเนื่องมาจากเด็กสามารถช่วยเหลือและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้มากขึ้น ผู้ใหญ่จึงควรส่งเสริมและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วยการจัดประสบการณ์ตรงให้เด็กได้ทดลอง ประดิษฐ์ ค้นคว้า หาคำตอบของสิ่งที่สงสัยด้วยตนเองผ่านการทำกิจกรรมภายใต้การดูแลและชี้แนะของผู้ใหญ่ (ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562) โดยการจะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยนั้นสามารถส่งเสริมได้หลากหลายวิธีตามความถนัดและความสนใจของเด็ก โดยไม่บีบบังคับหรือกดดันเด็ก ทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและพร้อมที่จะแสดงออกทางความคิดและการกระทำ (Rogers, 1959, อ้างถึงใน ประจักษ์ ปฏิทัศน์,2562; อารี พันธ์มณี, 2557) กระตุ้นให้เด็กรู้จักกล้าถามในสิ่งที่ตนสงสัยและพิสูจน์เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบจากการค้นคว้า ทดลอง คาดเดา และการสังเกต ในขณะที่ผู้ใหญ่เองก็ควรรับฟังเด็กด้วยใจเป็นกลาง ไม่เพิกเฉยต่อคำถามหรือความสงสัยของเด็ก และพร้อมจะให้คำตอบหรือข้อชี้แนะสร้างความเชื่อมั่นและภาคภูมิให้แก่เด็ก สนับสนุนให้เด็กเห็นถึงคุณค่าในผลงานที่ตนเองสร้างสรรค์ (Torrance, 1959, Blaunt and Klausmier, 1965, อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2557) รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศภายในครอบครัวที่เป็นประชาธิปไตย การให้สิทธิแก่เด็กในการแสดงออกทั้งความคิดและการกระทำ จะช่วยสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงมากกว่าเด็กที่พ่อแม่จำกัดสิทธิหรือเข้มงวดกวดขันมากเกินไป (Hurlock, 1955, Mussen, 1956, and Watson, 1957, อ้างถึงในอารี พันธ์มณี,2557) นอกจากปัจจัยและวิธีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ผู้ใหญ่ยังสามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การร้องเพลง ต่อคำ หรือเล่านิทานการเล่น ตัวต่อ ไม้บล็อก การปั้นดินน้ำมัน ดินเหนียว (ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562) กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การเล่นกับสีน้ำ การพิมพ์ภาพ การปั้น การพับ ฉีก ตัด ปะ การปะติดวัสดุ การประดิษฐ์ (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2526; ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) การวาดภาพด้วยนิ้วมือ ฟองสบู่ หรือทราย (ชลธิชา ชิวปรีชา, 2554; เยาวภา เดชะคุปต์,2542b)

จากวิธีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อันเนื่องมาจากการวาดรูประบายสีนั้นเป็นกิจกรรมการสร้างภาพแบบ 2 มิติที่บุคคลสามารถถ่ายทอดอารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้ ผ่านการใช้ลายเส้น รูปทรงหรือลวดลายต่าง ๆ มาประกอบกันขึ้นเป็นรูปภาพหรือเรื่องราวตามแต่จินตนาการของตนไปจนถึงการระบายสีด้วยสีประเภทต่าง ๆ ได้แก่ สีน้ำ สีไม้ สีเทียน สีโปสเตอร์และสีผสมอาหาร (ขนิษฐา บุนนาค, 2562) ที่จะช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำ (John Dewey, 1934, อ้างถึงใน ประนัดดา รัตนไตรมาส,2557) ผ่านการเรียนรู้การใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2539) ทำให้เด็กเกิดระเบียบทางความคิด คือมีความคิดเป็นขั้นเป็นตอน รู้จักการวางแผน มีความละเอียดลออและประณีต ซึมซับความสวยงามอันเกิดจากสุนทรียภาพ เสริมสร้างจินตนาการและเรียนรู้ทักษะในด้านต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความภาคภูมิใจและเป็นบุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์ต่อไปในภายภาคหน้า (เยาวภา เดชะคุปต์, 2542b) นอกจากนี้เทคนิคการวาดรูประบายสียังมีความสะดวกในด้านการจัดหาหรือเตรียมอุปกรณ์และสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยทั่วไป อาจนำวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวหรือมีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ได้ ทั้งยังสามารถนำเทคนิคการวาดรูประบายสีไปปรับใช้ได้ไม่ยาก ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาและงานวิจัยก่อนหน้า เช่น สุธาสินีน์ บุรีค าพันธุ์และวริศรา เกตุสุวรรณ์ (สุธาสินีน์ บุรีค าพันธ์ และวริศรา เกตุสุวรรณ์, 2562) การศึกษากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อออกแบบ ชุดกิจกรรมศิลปะสำหรับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็ก ที่พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก คือ กิจกรรมสร้างสรรค์และกิจกรรมเสรี โดยมีการค้นพบรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การใช้กิจกรรมศิลปะสำหรับพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กที่เหมาะสม คือ กิจกรรมการวาดรูปและระบายสีที่ช่วยส่งเสริมความคิดและจินตนาการของเด็ก ทำให้เกิดสมาธิและความผ่อนคลาย การฝึกควบคุมการทำงานของมือและตารวมถึงการประยุกต์ใช้กับศิลปะประเภทอื่น ด้านลักษณะและรูปทรงที่เหมาะสมกับเด็กเพื่อออกแบบชุดกิจกรรมศิลปะ คือ รูปเรขาคณิตและรูปธรรมชาติ โทนสีที่เหมาะสมกับเด็กเพื่อออกแบบชุดกิจกรรมศิลปะ คือ โทนสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีฟ้าและสีเขียว ก่อนจะนำไปออกแบบชุดกิจกรรมและบรรจุภัณฑ์ต่อไป

จากความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อเด็กปฐมวัยดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาประสิทธิผลของเทคนิคการวาดรูประบายสีเพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่จะส่งผลถึงพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาการทางสติปัญญา ร่างกายอารมณ์และสังคม โดยช่วงของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยศึกษา คือ เด็กอายุ 4-6 ปี ถือเป็นช่วงวัยที่มีการพัฒนาด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก เนื่องมาจากการเรียนรู้บทบาทสมมติต่าง ๆ การมีประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมกิจกรรม ความอยากรู้อยากเห็นและอยากทดลอง (ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562; อารี พันธ์มณี, 2557) อีกทั้งเทคนิควาดรูประบายสีจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการผ่านเรื่องราวสู่การสร้างสรรค์ผลงานของเด็กแต่ละคน เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กตามหลักการกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่ให้อิสระแก่เด็กในการคิด การเสนอความเห็น การนำเสนอผลงานและความสนใจของเด็ก ซึ่งเป็นการทำให้เด็กรู้สึกถึงความมั่นคงและปลอดภัยจากการที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ใหญ่รอบข้างให้อิสรภาพและให้การยอมรับทางความคิดของเด็ก จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง เกิดความพร้อมที่จะลองหรือเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ และกล้าแสดงออกถึงความคิด การกระทำ และความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง (Rogers, 1959, อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2557) อันจะช่วยสร้างรากฐานทางความคิดของชีวิตให้เป็นผู้คิดเป็น คิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีความสร้างสรรค์ในการคิดแก้ปัญหาและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ต่อไป

9. วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย โดยแบ่งเป็นจุดมุ่งหมายย่อย ดังนี้

     1. เพื่อพัฒนากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

     2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิควาดรูประบายสี

     3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีและกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

 

 

10. ความสำคัญของการวิจัย

    1. ผลการวิจัยนี้จะทำให้เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ในองค์ประกอบด้านความคิดริเริ่ม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ ที่เกิดจากการฝึกฝนทักษะในด้านต่าง ๆทั้งการเรียนรู้วัสดุอุปกรณ์จากกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานผ่านประสบการณ์ตรงและการให้เด็กมีอิสระทางความคิดและการกระทำ

     2. ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางของรูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เทคนิควาดรูประบายสีที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่ต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยภายใต้การดูแลของตนเอง และก่อให้เกิดการพัฒนาของเด็กต่อไป เนื่องจากกิจกรรมการวาดรูประบายสีจะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ เกิดสมาธิมีความผ่อนคลายทางอารมณ์ เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักคิดพลิกแพลงหรือวิธีการแก้ปัญหา รู้จักการสื่อสารความคิดและอารมณ์ผ่านผลงาน เกิดการรู้คุณค่าในตนเอง อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการท ากิจกรรมยังสามารถจัดหาหรือซื้อได้ง่าย อาจนำวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวหรือมีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ได้ รวมถึงสามารถนำเทคนิคการวาดรูประบายสีไปปรับใช้ได้ไม่ยาก

11. สมมติฐานการวิจัย

    จากการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงนำมาสู่ทิศทางของการกำหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้

     1. คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีสูงขึ้น หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

     2. คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

12. นิยามศัพท์

นิยามศัพท์เฉพาะ

     1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีช่วงอายุ 4-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่    ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

     2. ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิควาดรูประบายสีหมายถึง การจัดประสบการณ์การวาดรูประบายสีให้แก่เด็ก ผ่านประสบการณ์ตรงจากการฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กประสาทสัมผัสทั้งห้า รวมถึงการทำงานประสานกันของมือและตา การฝึกใช้ความคิดและจินตนาการ เพื่อให้เกิดการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รู้จักการวางแผน การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการเพิ่มพูนทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการทำงานพร้อมกันกับกลุ่มเพื่อนโดยกิจกรรมหลักจะจัดผ่านการวาดรูปลงบนกระดาษด้วยดินสอ และระบายสีด้วยสีไม้ สีเทียน สีน้ำ สีโปสเตอร์ หรือสีผสมอาหาร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากจินตนาการและความคิดด้วยรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันจนสร้างสรรค์เป็นผลงาน ทั้งยังสนับสนุนให้เด็กเกิดการกล้าแสดงออกทางความคิดและการ กระทำด้วยการให้เด็กร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนเริ่มทำชิ้นงานและนำเสนอผลงานของตนเอง เมื่อท าชิ้นงานแต่ละชิ้นเสร็จ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้จะจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีขึ้นทั้งหมด 10 กิจกรรม เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 20 ครั้ง

     3. เทคนิคการวาดรูประบายสีหมายถึง ทักษะทางด้านศิลปะสร้างสรรค์จากการใช้เทคนิควาดรูประบายสี แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1.) การวาดรูป คือ การใช้เส้นต่าง ๆ มาประกอบเป็นภาพผลงาน ได้แก่ เส้นตรง เส้นโค้ง เส้นประ จุด เส้นหยัก เส้นคลื่น และเส้นขด เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ ความคิด จินตนาการ ผ่านรูปร่างหรือรูปทรง และ 2.) การระบายสี คือ การน าสีประเภทต่าง ๆ มาระบายลงบนกระดาษ ได้แก่ สีไม้ สีเทียน สีน้ำ สีโปสเตอร์ หรือสีผสมอาหาร และเทคนิคการผสมผสานระหว่างสี ได้แก่ สีเทียนกั้นสีน้ำ การโรยเกลือบนสีน้ำหรือสีผสมอาหาร การดีดสีโปสเตอร์ การระบายสีไม้ทับสีน้ำ หรือการสร้างพื้นผิวผ่านการใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น ช้อน ส้อม ฝาขวดพลาสติก เป็นต้น

นิยามศัพท์ปฏิบัติการ

ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง พฤติกรรมหรือกระบวนการคิดของสมองของเด็กปฐมวัยในการคิดที่แปลกหรือแตกต่างไปจากเดิม ทำให้เกิดความคิด แง่มุมหรือมุมมองที่หลากหลายและแปลกใหม่ โดยอาจจะเกิดจากการต่อยอดมาจากสิ่งเดิมที่มีหรือคิดขึ้นใหม่เพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ไขปัญหา การสร้างผลผลิต หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถวัดได้ด้วยแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ ในที่นี้ผู้วิจัยได้ใช้แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ของเจลเลนและเออร์บัน (Jellen&Urban) ซึ่งแบบวัดความคิดสร้างสรรค์TCT-DP เป็นการทดสอบด้วยการเติมเส้นและการวาดรูป มีเกณฑ์การให้คะแนนจากแบบทดสอบภาพ ประกอบด้วยการวัด 11 ข้อใหญ่ 4 ข้อย่อย ได้แก่1. การต่อเติม (Cn) 2. ความสมบูรณ์ (Cm) 3. ภาพที่สร้างขึ้นใหม่ (Ne) 4. การต่อเนื่องด้วยเส้น (Cl) 5. การต่อเนื่องที่ท าให้เกิดเป็นเรื่องราว (Cth) 6. การข้ามเส้นกั้นเขต (Bid) 7. การข้ามเส้นกั้นอย่างอิสระ (Bfi) 8. การแสดงมิติของภาพ (Pe) 9. อารมณ์ขัน (Hu) 10. การคิดแปลกใหม่ ไม่ตามแบบแผน (Uc) และ 11. ความเร็ว (Sp) รวมทั้งสิ้น 72 คะแนน แบ่งเกณฑ์ออกเป็น3 ระดับ คือ

1. ได้คะแนนรวมต่ำกว่า 24 คะแนน มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับต่ำ

2. ได้คะแนนระหว่าง 24-47 คะแนน มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง

3. ได้คะแนนรวมต่ำกว่า 48 คะแนนขึ้นไป มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์การวัดความคิดสร้างสรรค์จากแบบวัด TCT-DP และแบบสังเกตพฤติกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตามองค์ประกอบหลัก 4องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

1. ความคิดริเริ่ม (Originality) มีลักษณะพฤติกรรม ได้แก่

     - กล้าถามคำถามในสิ่งที่ตนเองสนใจ สงสัยหรืออยากรู้คำตอบ

     - กล้าตอบคำถามตามความคิดหรือจินตนาการของตนเองอย่างมั่นใจ

     - มีความอยากรู้อยากเห็น เช่น มีแววตาเป็นประกายเมื่อเห็นวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ

     - กล้าท้าทายความคิด เช่น กล้าแสดงออกทางความคิดและจินตนาการ แม้จะเป็นหัวข้อที่ตนเองไม่เคยพบเห็นหรือมีประสบการณ์มาก่อนก็ตาม

     - กล้าทดลองในสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน เช่น การวาด การใช้สีหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำลงบนชิ้นงาน

     - สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เช่น เมื่อระบายสีผิด สามารถใช้สีใหม่ระบายทับสีเดิมได้ หรือทำการต่อเติมภาพเพื่อให้สามารถระบายสีที่ต้องการได้เพิ่มขึ้น

2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) มีลักษณะพฤติกรรม ได้แก่

     - สามารถแสดงความคิดผ่านการวาด เช่น ลายเส้น รูปทรง หรือตัวละครต่าง ๆได้ในปริมาณมากตามหัวข้อและเวลาที่จำกัด

     - สามารถแสดงออกทางความคิดและจินตนาการได้เพียงเล็กน้อย เช่น คิดไม่ออกหรือใช้เวลานานคิดกว่าปกติ เมื่อต้องนึกถึงสิ่งที่ตนเองไม่เคยประสบหรือพบเจอมาก่อน

3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) มีลักษณะพฤติกรรม ได้แก่

     - สามารถเชื่อมโยงตัวละครในหัวข้อนั้น ๆ กับฉากประกอบได้ เช่น วาดลิงห้อยโหนอยู่บนต้นไม้ วาดกลุ่มแมลงประเภทต่าง ๆ

4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) มีลักษณะพฤติกรรม ได้แก่

     - มีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำงาน เช่น มีสมาธิ จดจ่ออยู่กับผลงานขณะวาดหรือระบายสี

     - มีความพิถีพิถันในการสร้างผลงาน เช่น ค่อย ๆ วาดและระบายสีลงบนผลงาน

     - สร้างสรรค์ผลงานอย่างประณีตเพื่อให้สำเร็จ สวยงามและสมบูรณ์

โดยมีผู้ทำการประเมินในแต่ละส่วน คือ 1. ผู้วิจัย ประเมินแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ TCT-DP และจดบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเชิงคุณภาพ 2. ครูประจำชั้นและครูผู้ช่วย ประเมินแบบสังเกตพฤติกรรมเชิงปริมาณ

13. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอผ่านหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

     1.1 ความหมายของเด็กปฐมวัย

     1.2 พัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

     1.3 พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย

     1.4 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์

     1.5 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

     1.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับของความคิดสร้างสรรค์

     1.7 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

     1.8 ลักษณะของผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์

     1.9 พัฒนาการและการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

     1.10 เครื่องมือวัดความคิดสร้างสรรค์

2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

     2.1 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

     2.2 ความสำคัญและคุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

     2.3 ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

     2.4 หลักในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

     2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดภาพระบายสีกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

14. ทฤษฎีทางการศึกษาปฐมวัย

อับราฮัม มาสโลว์ และ คาร์ล โรเจอร์ (ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562) นักจิตวิทยา กลุ่มมนุษย์นิยมมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่การจะฝึกฝนหรือดึงศักยภาพออกมานั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่จะเป็นผู้เข้าใจและรู้ถึงความเหมาะสมต่อการพัฒนาการศักยภาพนั้น การยอมรับศักยภาพทางการคิดสร้างสรรค์ของตนเองจะทำให้บุคคลสามารถแสดงออกผ่านทางผลงาน ชิ้นงาน แนวคิด และวิธีการใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) ทำให้กลายเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์โดดเด่นในที่สุดโรเบิร์ต เจ. สเตอร์นเบอร์ก (Sternberg and Lubart, 1991, Sternberg, 2006, อ้างถึงใน ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562) ผู้คิดค้นทฤษฎีแห่งความสำเร็จ “Theory of SuccessfulIntelligence” กล่าวว่า องค์ประกอบของความสำเร็จประกอบไปด้วย 4 ทักษะด้านการรู้คิด ดังนี้

1. ทักษะด้านความทรงจำ (Memory Skill) ประกอบด้วย ความสามารถในการจำ รวมทั้งความสามารถในการระลึกถึงเหตุการณ์ เรื่องราว หรือประสบการณ์ในอดีตได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

2. ทักษะด้านการวิเคราะห์ (Analytical Skill) ประกอบด้วย ความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมิน และแยกแยะเหตุการณ์ เรื่องราว หรือปัญหาต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจก่อนลงมือปฏิบัติ

3. ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ (Creativity Skill) ประกอบด้วย ความสามารถในการคิดริเริ่ม มีความคล่องแคล่วและยืดหยุ่นในความคิด มีความคิดแปลกใหม่ และหลากหลายรวมถึงการปรับเปลี่ยนจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

4. ทักษะด้านการนำไปปฏิบัติ (Practical Skill) ประกอบด้วย การนำแนวคิด วิธีปฏิบัติหรือทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

มิเชล เจ. เคอร์ตัน (Micheal J. Kirton, 1976, อ้างถึงใน ประจักษ์ ปฏิทัศน์, 2562) พบแนวคิดทฤษฎีการปรับเปลี่ยนนวัตกรรมThe Adaptation Innovation Theory” ที่กล่าวว่ามนุษย์มีรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ทำให้มนุษย์มีความคิดและความสามารถเฉพาะของแต่ละบุคคล ส่งผลถึงความสามารถในการเรียนรู้และระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเคอร์ตันได้แบ่งพฤติกรรมการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ออกเป็น 2 รูปแบบที่แตกต่างกันได้แก่

1. รูปแบบการคิดสร้างสรรค์แบบปรับตัว (Adaption) คือ การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จากองค์ความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วน ามาปรับเปลี่ยน ให้กลายเป็นความคิดใหม่ โดยบุคคลที่มีการคิดสร้างสรรค์แบบปรับตัว หรือที่เรียกว่า นักปรับตัว (Adaptor) มักมีความคิดที่สุขุม รอบคอบ มีความเที่ยงตรงและหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือแตกแยกภายในกลุ่ม จึงมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามแบบแผนเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบหรือส่งผลต่อความรู้สึกของทุกฝ่ายและรักษาสัมพันธภาพภายในกลุ่ม

2. รูปแบบการคิดสร้างสรรค์แบบนวัตกรรม (Innovation) คือ การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จากแนวคิดใหม่และแตกต่างไปจากแนวคิดเดิมที่มีอยู่ โดยบุคคลที่มีการคิดสร้างสรรค์แบบนวัตกรรม จะถูกเรียกว่า นักสร้างนวัตกรรม (Innovator) เป็นบุคคลที่มีความคิดเป็นของตนเอง มีอิสระทางความคิด ไม่ยึดตามแบบแผนหรือประเพณี ชอบท้าทายกฎเกณฑ์เดิม ๆมีความสามารถในการเข้าใจและมีมุมมองต่อปัญหา รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ไม่เกรงกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยุ่งยาก

สกินเนอร์ (Skinner, 1957) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ที่ได้รับจากการเสริมแรงอย่างเหมาะสม ให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง และก่อให้เกิดความคิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพ

15. กรอบแนวคิดในการทำวิจัย

จากการประมวลเอกสารและศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้เด็กเกิดการจัดระเบียบทางความคิดและการวางแผน การเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดหรือแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองอย่างสร้างสรรค์ เกิดความอดทน ความอุตสาหะพากเพียรและมีความยืดหยุ่นทางความคิด ซึ่งตรงกับทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ 8 ขั้นของอีริคสัน (Erikson,1964) ในขั้นที่ 3 Initiative VS. Guilt ที่กล่าวถึงเด็กปฐมวัยว่าเป็นวัยที่กำลังเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง เรียนรู้โลกผ่านการสำรวจ ค้นคว้าจากประสบการณ์ตรงและกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็กทั้งด้านสติปัญญา ร่างกายอารมณ์และสังคมเพื่อเป็นรากฐานให้แก่ชีวิตสืบไป โดยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถส่งเสริมได้จากกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2526; ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) จึงนำมาสู่กรอบแนวคิด ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

16. รูปแบบการวิจัย

กลุ่ม

การทดสอบก่อน

การทดลอง

การทดสอบหลัง

กลุ่มทดลอง

O1

X

O2

กลุ่มควบคุม

O1

~X

O2

 

เมื่อ O1 แทน การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง

 O2 แทน การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยหลังการทดลอง

 X แทน การเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

 ~X แทน การไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

17. ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยเพศชายและหญิง ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

18. กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน แบ่งเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 25 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีและกลุ่มควบคุม 25 คน ที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี การเลือกกลุ่มตัวอย่างจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม จากการทำแบบทดสอบก่อนเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี (Pre-test) และทำการเลือกห้องที่มีคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ต่ำกว่ามาเป็นกลุ่มทดลอง จากเด็กชั้นอนุบาล 2 ทั้งระดับ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองแล้ว

19. ตัวแปร

ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

ตัวแปรตาม คือ ความคิดสร้างสรรค

20. เครื่องมือ

เครื่องมือในใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่

1.ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

2. แบบสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออกถึงลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์

3. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ The Test of Creative Thinking-Drawing Production (TCT-DP) ของเจลเลนและเออร์บัน (Jellen and Urban)

21. วิธีรวบรวมข้อมูล

การทดลองครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ดังนี้

1. ขอความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียนในการทำวิจัย และกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม

2. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง

3. นำแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ TCT-DP ของเจลเลนและเออร์บันมาทดสอบก่อนกับกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (Pre-test)

4. ทำกิจกรรมปฐมนิเทศกับกลุ่มทดลอง เพื่อปรับพื้นฐานความรู้ด้านศิลปะเบื้องต้นให้แก่เด็ก โดยสอนเรื่อง 1. ลายเส้นแบบต่าง ๆ ได้แก่ เส้นตรง เส้นโค้ง เส้นคลื่น เส้นหยัก และเส้นขด 2. รูปทรงแบบต่าง ๆ ได้แก่ วงกลม ครึ่งวงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สามเหลี่ยมห้าเหลี่ยม ดวงดาว และหัวใจ 3. แนะนำวัสดุอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในกิจกรรม รวมทั้งอธิบายวิธีการใช้งานเบื้องต้น ได้แก่ ปากกาตัดเส้น พู่กัน ถังน้ำ ถาดใส่สี ผ้าเช็ดพู่กัน เกลือ สีน้ำ สีผสมอาหาร สีเทียน และสีไม้

5. นำชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เทคนิควาดรูประบายสี ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ใช้เวลาทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ45 นาที ในช่วงเวลา 09:30-10:15 น. รวมทั้งสิ้น 20 ครั้ง 10 กิจกรรม พร้อมประเมินแบบสังเกตพฤติกรรมโดยคุณครูประจำชั้น

6. เมื่อครบ 4 สัปดาห์แล้วทำการทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองด้วยแบบทดสอบ TCT-DP ของเจลเลนและเออร์บันอีกครั้ง (Post test) พร้อมทำกิจกรรมปัจฉิมนิเทศเพื่อทบทวนความรู้จากกิจกรรมทั้ง 10 กิจกรรม รวมถึงการให้เด็กเป็นอาสาสมัครออกมาอธิบายผลงานของตนเอง จากนั้นจึงทำการแจกเล่มผลงานทั้งหมดคืนให้แก่เด็กทุกคน

7. นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ตามเกณฑ์ที่กำหนด

22. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะกลุ่มตัวอย่าง

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบผลของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังของกลุ่มทดลอง (PairSample t-test)

3. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Independent Sample t-test)

23. ผลการวิจัย

1. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นกว่าก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

24. ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านงานวิจัย

เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

25. เอกสารอ้างอิง

Christensen, P. R., Guilford, J. P., และ Services, S. P. (1957). Christensen-Guilford Fluency

Tests, Form A: Sheridan Psychological Services.

Davis, G. A., Rimm, S. B., และ Del, S. (1997). Education of the Gifted and Talented.

Harlow: Pearson Education Limited.

Eragamreddy, N. (2013). Teaching creative thinking skills. International Journal of English

Language & Translation Studies, 124-145.

Erikson, H. E. (1964). Children and Society. NY: W.W. Norton & COMPANY, Inc.

Gardner, H. (1999 a). The disciplined mind: Beyond facts and standardize tests, The K12 education that every child deserves. NY: Simon and Schuster.

Gardner, H. (1999 b). Intelligence reframed: Multiple intelligences for the 21st century.

NY: Basic Book.

Getzels, J. W., และ Jackson, P. J. (1962). Creativity and Intelligence Exploration with

Gifted Students. NY: John Willey and Sons, Inc.

Green, และ Piel, A. (2002). Theories of Human Development: a comparative approach.

Boston, MA: A Pearson Education Company.

Griffiths, R. (1945). A Study of Imagination in Early Childhood. London: Traubner & Co.

Guilford, J. P. (1950). Creativity. American Psychologist, 444-453.

Guilford, J. P. (1959). Personality. NY: McGraw-Hill.

Guilford, J. P. (1971). The Nature of Human Intelligence. London: McGRAW-HILL.

Guilford, J. P., และ Hoepfner, R. (1971). The Analysis of Intelligence. NY: Me Grace-Hill.

Jellen, G., และ Urban, K. (1989). Expanding Worldwide Awareness of Creative Potential.

GCT, 31-33.

Kim, S., Choe, I., และ Kaufman, J. C. (2019). The development and evaluation of the effect

of creative problem-solving program on young children’s creativity and character.

Thinking Skills and Creativity, 33.

Osborn, A. F. (1963). Applied Imagination: Principles and Procedures of Creative Problem

Solving. NY: Scribner.

Piaget, J. (1964). Cognitive Development in Children: Development and Learning. Journal

of Research in Science Teaching, 176-186.

Shahsavari, M. (2012). Jean Piaget’s Ideas About Foundations of Education. Australian

Journal of Basic and Applied Sciences, 185-188.

Skinner, B. F. (1957). Verbal behavior. NY: Appleton-Century-Crofts.

Torrance, E. P. (1962). Guiding creative talent. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall, Inc.

Vygotsky, L. S. (1994). Imagination and Creativity of the Adolescent. NJ: Blackwell.

Wallach, A. M. (1968). Torrance Tests of Creative Thinking: Norms – Technical Manual by

E. Paul Torrance; Thinking Creatively with Words, Test Booklets and Manuals, Form

A, Form B by E. Paul Torrance: Thinking Creatively with Pictures, Test Booklets and

Manuals, Form A, Form B by E. Paul Torrance. American Educational Research

Journal, 5(2), 272-281.

ขนิษฐา บุนนาค. (2562). การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ส าหรับเด็กปฐมวัย.

https://www.youngciety.com/article/journal/arts-for-kids.html

ชลธิชา ชิวปรีชา. (2554). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ท ากิจกรรมศิลปะด้วยใบตอง.

(ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's thesis)). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,

กรุงเทพฯ.

ทวีศกัดิ์สิริรตันเ์รขา. (2550). ศิลปะบ าบัด ศาสตร์และศิลป์ แห่งการบำบัด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ คุรุ

สภาลาดพร้าว.

นฤมล ไกรฤกษ์. (2558). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมศิลปะ

ต่างรูปแบบ โรงเรียนวัดดุสิตาราม. (ปริญญานิพนธ์ คบ. หลักสูตรและการสอน).

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.

บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2555). การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย : คุณสมบัติการวัด

เชิงจิตวิทยา. กรุงเทพฯ: คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บูรชัย ศิริมหาสาคร. (2555). นวัตกรรมการจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัย. นนทบุรีฯ: บุ๊คพอยท์

วิชาการ.

เบญจา แสงมลิ. (2545). การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เมธิทิปส์.

ประจักษ์ ปฏิทัศน์. (2562). การคิดเชิงระบบและความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ประณต เค้าฉิม. (2549). จิตวิทยาเด็ก. กรุงเทพฯ: ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ประนัดดา รัตนไตรมาส. (2557). ผลของการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบต่อเติมที่มีต่อพัฒนาการ

ด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's thesis)).

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

ประสิทธิรักษ์ เจริญผล. (2547). ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลป

สร้างสรรค์ต่อเติมด้วยลายเส้น. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's thesis)).

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

ผกากานต์ น้อยเนียม. (2556). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอายุ 4-5 ปี ที่ได้รับ

การจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยดิน. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's

thesis)). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

พรเพ็ญ บัวทอง. (2555). ผลของการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นที่มีต่อ

พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's

thesis)). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

เยาวภา เดชะคุปต์. (2542a). การบริหารและการนิเทศการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: เจ้าพระยา

ระบบการพิมพ์.

เยาวภา เดชะคุปต์. (2542b). กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แม็ค.

รัฐนนท์ สว่างผล. (2558). การศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลองสอน

ด้วยชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดวิธีการของอารี สุทธิพันธุ์. (ปริญญานิพนธ์

ปริญญามหาบัณฑิต (Master's thesis)). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

วนิษา เรซ. (2552). อัจฉริยะสร้างได้. กรุงเทพฯ: บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด.

วารุณี นวลจันทร์. (2539). ผลของการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบต่อเติมผลงานที่มีต่อความคิด

สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. (ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต (Master's thesis)). มหาวิทยาลัย

ศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

วิรุณ ตั้งเจริญ. (2526). ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: วิฌวลอาร์ต.

วิรุณ ตั้งเจริญ. (2539). ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2556). จิตวิทยาเด็กและผู้ใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษ. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน.

สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา. (2551). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ

กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ร้อยดอกไม้. (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต (Master's

thesis)). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

สรวงพร กุศลส่ง. (2553). เอกสารค าสอนชุดวิชา วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. เพชรบูรณ์:

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560

(สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี) กระทรวงศึกษาธิการ.

สิทธิพงศ์ วัฒนานนท์สกุล. (2561). เอกสารค าสอนวิชา ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ. กรุงเทพฯ:

สาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ ศูนย์การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุธาสินีน์ บุรีค าพันธ์ และวริศรา เกตุสุวรรณ์. (2562). การศึกษากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อออกแบบชุด

กิจกรรมศิลปะสำหรับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็ก. วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม,

18(1), 78-88.

องอาจ นัยพัฒน์. (2548). วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และ

สังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: สามลดา.

อารี ตีรณปัญญา. (2552). ผลการจัดโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการที่มีต่อการพัฒนาความคิด

สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. (ปริญญานิพนธ์ วทม. การจัดการนันทนาการ). มหาวิทยาลัยศรี

นครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

อารี พันธ์มณี. (2557). ฝึกให้คิดเป็น คิดให้สร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

อารี รังสินันท์. (2532). ความคิดสร้างสรรค์(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง.


ความคิดเห็น